ไข่ต้มลดอาการนอนไม่หลับ

posted on 06 Nov 2014 09:58 by medicinesupplement in Heathy directory Knowledge, Diary

คุณเชื่อหรือไม่ ไข่ต้ม เป็นอาหารที่ทำให้หลับได้ง่ายแต่เป็นแค่ปัจจัยหนึ่งเท่านั้น ไข่ต้ม 1 ฟอง อุดมไปด้วยโปรตีนจากไข่ขาวและกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย อีกทั้งไข่แดงยังมีสารอาหารจำพวกไขมัน โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบี1, บี2, บี3, บี6 และ บี12 ธาตุเหล็ก และแร่ธาตุต่าง ๆ รวมไปถึงสารต้านอนุมูลอิสระ ไข่ต้ม เป็นเมนูที่มีสารอาหารครบถ้วน ทั้งยังมีโปรตีนที่มีประสิทธิภาพในการดูดซึมสูงกว่าโปรตีนชนิดอื่น จึงทำให้หลายคนเข้าใจว่าหากได้รับโปรตีนจาก ไข่ต้ม จะช่วยให้หลับง่าย แต่ความจริงแล้วไข่ต้มไม่ได้มีสารช่วยให้นอนหลับได้โดยตรง และสาเหตุของการ นอนไม่หลับ ก็เกิดจากหลายปัจจัย การรับประทาน ไข่ต้ม เพียงอย่างเดียว จึงไม่มีความแน่นอนว่าจะช่วยให้หลับได้ง่ายขึ้น

การนอนหลับ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่มีความสำคัญ เพราะส่งผลไปถึงความแข็งแรงของสุขภาพในระยะยาว สมองและร่างกายต้องการการพักผ่อนในขณะหลับเพื่อบำรุงซ่อมแซมส่วนต่างๆ การนอนหลับที่เพียงพอจึงมีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตที่ดี อย่ารอให้ป่วยถึงจะหันมาใส่ใจสุขภาพ ควรดูแลร่างกายตั้งแต่ตอนนี้ ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำสภาพจิตใจให้สงบ

อาการ นอนไม่หลับ มีสาเหตุหลายปัจจัย ทั้งปัญหาทางด้านอารมณ์จากความเครียด และโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โรคในกลุ่มกังวล และโรคจิต รวมถึงการเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่หรือสภาพแวดล้อม เช่น การนอนแปลกที่ การนอนในที่ที่มีแสงสว่างมากเกินไป เสียงดัง อากาศร้อน หรือการนอนในท่าที่ผิดปกติทำให้ไม่สบายตัว เช่น การนอนทับแขน รวมไปถึงอาการเจ็บป่วย เช่น ความผิดปกติของฮอร์โมน อาการปวดตามร่างกาย การไอเรื้อรัง การหายใจลำบาก การตื่นขึ้นมาปัสสาวะบ่อย ๆ และการใช้ยาหรือสารบางชนิดที่ส่งผลให้ นอนไม่หลับ

ที่มา :  http://www.coxlabthai.com/

 

ยาปฏิชีวนะ  และ ยาแอสไพริน จะเป็นอันตรายสำหรับวัยเด็ก เนื่องจากอวัยวะต่างๆ ของเด็กยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ กระบวนการทำลายพิษยาและการขับถ่ายของเสียไม่สมบูรณ์ ร่างกายของเด็กจึงไวต่อพิษยามาก ดังนั้นการใช้ยาในเด็กจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

ช่วงวัยเด็ก

1) ยาคลอแรมเฟนิคอล และเตตราซัยคลีน เป็น ยาปฏิชีวนะ  ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้กว้างขวางหลายชนิดเป็นตัวยาที่มีอันตรายร้ายแรงและไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้ในเด็กเล็ก ยาคลอแรมเฟนิคอล อาจทำให้เกิดพิษต่อการสร้างเม็ดเลือด เช่น ลดการทำงานของไขกระดูกทำให้เกิดโรคโลหิตจาง อาจมีเม็ดเลือดขาวและเกร็ดเลือดต่ำร่วมด้วย และอันตรายถึงชีวิต จึงห้ามใช้ในทารกอายุต่ำกว่า 4 เดือน ส่วน ยาเตตราซัยคลีน อันตรายคือทำให้ฟันเป็นสีน้ำตาลถาวร ฟันหลุดร่วงเร็วกว่าปกติ และทำให้การเจริญเติบโตของกระดูกลดลง จึงไม่ควรใช้หรือห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี หญิงมีครรภ์ และแม่ระหว่างให้นมลูก

2) ยาแอสไพริน (Aspirin) ที่ไม่กี่ปีมานี้กระทรวงสาธารณสุขสั่งห้ามขายให้เด็ก เพราะมีอันตรายถึงชีวิต ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ อาจทำให้มีเลือดออกได้ การแพ้ ยาแอสไพริน มักเกิดอาการจากสมองและตับบาดเจ็บ อักเสบเสียหาย หรือชื่อทางการแพทย์ คือ กลุ่มอาการราย (Reye′s syndrome) เป็นกลุ่มอาการมักเกิดในเด็ก โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี จากการแพ้ ยาแอสไพริน ซึ่งกินเพื่อลดไข้ โดยเฉพาะหากเด็กเป็นไข้เลือดออกจะทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

ช่วงในวัยผู้ใหญ่

ช่วงวัยผู้ใหญ่ อาจจะดูแข็งแรงมีภูมิคุ้มกันดีที่สุด แต่จากการทำงานหนักและการพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้อาจมีการใช้ยาทั้งในกลุ่ม ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด ยาระบาย ยาลดความอ้วน ซึ่งถือว่าอันตรายหากใช้ไม่ถูกวิธีและขนาด

1) ยาพาราเซตามอล เป็นยาแก้ปวด และลดไข้ที่คนไทยนิยมใช้กันมากที่สุด เรียกว่าเป้นยาสารพัดโรคเลย้ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นไข้ ปวดฟัน กินแก้หวัด-ป้องกันหวัด หรือแก้ปวดเมื่อย พาราเซตามอล มีข้อดีที่ไม่ระคายเคืองกระเพาะ แต่แท้จริงแล้วมีผลข้างเคียงที่อันตรายที่สุด คือ การเกิดพิษต่อตับ หากใช้เกินขนาดหรือใช้ติดต่อกันนานเกินไป ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า การทาน ยาพาราเซตามอล เกินขนาดเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดตับอักเสบเฉียบพลัน และเกิดภาวะตับวาย ซึ่งอาการอาจรุนแรงถึงขั้นต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนตับ หรือเสียชีวิต หากไปรับการรักษาไม่ทันท่วงที

2) ยาปฏิชีวนะ เป็นหวัด เป็นไข้ เจ็บคอ นอกจาก ยาพาราเซตามอล แล้ว ยาปฏิชีวนะ หรือในชื่อเรียกง่ายๆ ว่า “ยาแก้อักเสบ” (ทั้งๆ ที่ไม่ถูกต้อง) เป็นอีกหนึ่งยาที่คนไทยชอบกิน จริงๆ แล้วเราควรจะกิน ยาปฏิชีวนะ เฉพาะเมื่อมีอาการเจ็บป่วย ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเกิดจากการติดเชื้อ และใช้ ยาปฏิชีวนะ ชนิดใดชนิดหนึ่งรักษาได้ผลเท่านั้น ไม่ใช่ว่าพอเป็นโรคติดเชื้อแล้วจะใช้ ยาปฏิชีวนะ ชนิดใดๆ ก็ได้ เช่น ถ้าเป็นเชื้อไมโคพลาสมา ต้องใช้อีริโทรไมซิน ถ้าเป็นเชื้อไวรัส โดยทั่วไปก็ไม่มียาที่ใช้ได้ผล เป็นต้น อย่าใช้ ยาปฏิชีวนะ โดยไม่จำเป็น หากต้องใช้ให้ใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา

ช่วงในวัยเกษียณ

ปัจจุบันคนไทยกำลังเข้าสู่โครงสร้างประชากรผู้สูงอายุ ผู้สูงวัยจึงจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับโรคเรื้อรังต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องกินยาอย่างต่อเนื่องการใช้ยาในผู้สูงอายุนั้น พบว่ามีความเสี่ยงหรือมีโอกาสที่จะได้รับอันตราย ได้มากกว่าบุคคลทั่วไป

1) กลุ่มยาแก้ปวด – ลดไข้ เช่น ไดพัยโรน และหรือยาที่มีไดพัยโรนผสม อาจเกิดผื่นแพ้หรือผิวหนังอักเสบ และทำลายระบบเลือด เม็ดเลือดขาวต่ำ เม็ดเลือดแตก, เฟนิลบิวตาโซน และออกซีเฟนิลบิวตาโซน อาจเกิดไขกระดูกฝ่อ เม็ดเลือดขาวต่ำ กระเพาะอาหารทะลุ อ่อนแรง ผื่นขึ้น ปากเป็นแผล บวม, ยาแก้อักเสบ แก้ปวดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) อาจทำให้เกิดโรคกระเพาะ ชีพจรเต้นเร็ว บางคนอาจมีชีพจรช้า ใจสั่น ความดันเลือดสูง หายใจลึกแรง, ยาแก้ปวดกับยากล่อมประสาท หรือยาคลายกล้ามเนื้อหดเกร็ง ยาคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง อาจทำให้เกิดความดันในลูกตาสูง (อาจทำให้ตาบอดได้ถ้าเป็นโรคต้อหินอยู่ก่อนแล้ว) ถ่ายปัสสาวะลำบาก เกิดการคั่งของปัสสาวะ โดยเฉพาะผู้ที่มีต่อมลูกหมากโต ปากคอแห้ง ตื่นตกใจง่าย อ่อนเพลีย เป็นอันตรายถ้ากินร่วมกับสุรา

2) ยาที่มีสารสเตอรอยด์ ผู้สูงอายุมักมีอาการเจ็บป่วย ปวดเมื่อย ปวดแข้ง ปวดขา จึงพยายามหายาที่ลดอาการเหล่านี้มาใช้ แต่รู้หรือไม่ยาส่วนใหญ่ที่ช่วยลดอาการปวดจำนวนไม่น้อยมีสารสเตอรอยด์ผสมอยู่ เช่น ยารักษาโรคภูมิแพ้ ยารักษาโรคหอบหืดชนิดพ่นสูดทางปากได้แก่ เบโดรเมธาโซน และบูเดโซไนด์ ยาหยอดตา ยาป้ายตา ยารักษาโรคไตบางชนิด ยารักษาข้ออักเสบ และยาแก้แพ้ ยาลูกกลอน หากร่างกายได้รับสารนี้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะก่อให้เกิดความผิดปกติ ได้แก่ มีใบหน้าอ้วนกลมเหมือนดวงจันทร์ ลำตัวอ้วนเหมือนถังเบียร์ ผิวหนังมีรอย แตก ภาวะความดันโลหิตตก ภูมิคุ้มกันลดลงติดเชื้อต่างๆ ง่าย เกิดเบาหวาน กล้ามเนื้ออ่อนแรง ต้อกระจก กระดูกพรุนและเป็นแผลในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ ผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีโรคประจำตัว ก่อนใช้ยาชนิดใดจึงควรปรึกษาแพทย์

นอกจากนี้ยังมียาที่ต้องอาจทำให้เกิดปัญหาในผู้สูงอายุ อื่นๆ ที่สำคัญ เช่น ไซเมทิดีน (Cimetidine) ดิจ๊อกซิน (Digoxin) ยาขับปัสสาวะพวกไธอะไซด์ (Thiazide diuretics) ยาลดความดันเลือด เช่น โพรพาโนลอล (Propranolol) ยาขยายหลอดลม เช่น ธีโอฟิลลีน (Theophylline) ยาสงบประสาทและยานอนหลับ เช่น ไดอะซีแพม (Diazepam) ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น อินโดเมธาซิน (Indomethacin) อะมิโนกลัยโคไซด์ (Aminoglycosides) เช่น กานามัยซิน (Kanamycin)

การออกกำลังกาย การผ่อนคลายความเครียด และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เป็นสิ่งที่ทุกคนทุกวัยควรจะปฏิบัติเพื่อทำให้มีสุขภาพแข็งแรงและปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ไม่ต้องรับประทานยาและไม่มีอันตรายจากผลข้างเคียงจากการทานยานั้นๆ

ที่มา :  http://www.coxlabthai.com

วิธีการใช้ยาที่ถูกต้อง มีดังนี้

  1. ยาเม็ด ยาเม็ดเคลือบ ยาแคปซูล สำหรับรับประทาน ต้องกลืนไปทั้งเม็ดหรือแคปซูล พร้อมน้ำสะอาด 1 แก้ว หาก เม็ดยาหรือ แคปซูล มีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปจากเมื่อแรกรับยามา เช่น เยิ้ม สีกระดำกระด่าง มีเกล็ดยาเกาะอยู่ แคปซูล บวมพอง แสดงว่ายาเสื่อมคุณภาพแล้ว ห้ามนำมาใช้

  2. ยารับประทานชนิดน้ำแขวนตะกอน หรือ แขวนละออง จะต้องเขย่าขวดก่อนรินยาเสมอ เพื่อให้ตัวยาสำคัญกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ และรินยาโดยใช้ช้อนตวงยา ซึ่ง 1 ช้อนชาจะเท่ากับ 5 ซีซี และ 1 ช้อนโต๊ะจะเท่ากับ 3 ช้อนชา หรือ 15 ซีซี หากเขย่ายาน้ำแขวนตะกอนแล้ว แต่ตะกอนยังจับแน่นอยู่ที่ก้นขวด หรือ เขย่ายาน้ำแขวนละอองแล้ว แต่ยังพบการแยกชั้นของน้ำกับน้ำมัน แสดงว่ายาเสื่อมคุณภาพ ห้ามใช้ยา นั้น

  3. ยาเม็ดหรือแคปซูลชนิดปลดปล่อย ตัวยาสำคัญออกจาก รูปแบบยา อย่างช้าๆ หรือ ชนิดที่เลื่อนเวลาปลดปล่อยตัวยาสำคัญออกจาก รูปแบบยา ต้องกลืนไปทั้งเม็ดหรือแคปซูล พร้อมน้ำสะอาด 1 แก้ว ห้ามบด หรือเคี้ยวเม็ดยา ก่อนกลืน แม้การแกะแคปซูลเทผงยาออกมาใส่ปาก ก็ห้ามทำ มิฉะนั้นจะได้รับยาในปริมาณสูงมาก เป็นอันตราย

  4. ยาผง สำหรับรับประทาน ต้องนำไปผสมน้ำก่อนดื่ม ควรใช้ตามที่ระบุบนฉลาก เช่น ยาผงเกลือแร่ทดแทนการสูญเสียน้ำและเกลือแร่เมื่อท้องเสีย จะต้องผสมยา 1 ซองกับน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว 1 แก้ว หากใช้ซองใหญ่ก็ต้องผสมกับน้ำ 750 ซีซี คนให้ละลายและดื่ม ห้ามเก็บค้างคืน สำหรับยาผงที่ใช้เป็นยาระบายจะต้องผสมน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว 1 แก้วและดื่มทันที พร้อมดื่มน้ำตามอีก 1 แก้ว ห้ามตั้งทิ้งไว้นาน เพราะยาจะพองตัวมากและข้นหนืดจนดื่มไม่ได้

  5. ยาอม หากเป็นยาอมใต้ลิ้น จะต้องนำยาเม็ดใส่ไว้ใต้ลิ้น และอมไว้โดยไม่กลืนน้ำลาย เพื่อให้ยาถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดผ่านทางหลอดเลือดในช่องปาก แต่หากเป็นยาอมแก้เจ็บคอ หรือยาอมแก้การติดเชื้อราในปาก ให้นำเม็ดยาวางไว้บนลิ้น และอมไว้ ปล่อยให้น้ำลายมาละลายยา เมื่ออมยาประเภทนี้สามารถกลืนน้ำลายได้ หากเม็ดยามีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปจากเมื่อแรกรับยามา เช่น สีกระดำกระด่าง แสดงว่า ยาอม เสื่อมคุณภาพแล้ว ห้ามนำยาอมมาใช้

  6. ยาทาผิวหนัง มักเป็นยาครีม เจล หรือขี้ผึ้ง ก่อนใช้ควรทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่ต้องการ จากนั้นบีบยาลงไปพอประมาณ แล้วทาให้ยาแผ่ไปบางๆ บนผิวหนัง หากหลอดยาบวม หรือเมื่อบีบยาออกมาได้แต่น้ำหรือน้ำมัน ที่แยกชั้นกับเนื้อยา แสดงว่ายาเสื่อมคุณภาพแล้ว ห้ามนำมาใช้

  7. ยาหยอดตา เป็นยาน้ำและถูกทำให้ปราศจากเชื้อ ยาป้ายตาก็เป็นยาที่ถูกทำให้ปราศจากเชื้อ ทั้งยาหยอดตาและป้ายตา บางชนิดต้องเก็บในตู้เย็น ซึ่งขึ้นอยู่ว่าตัวยาสำคัญคือยาใด ก่อนใช้ต้องล้างมือให้สะอาด และหยอดยา 1 หยด หรือป้ายยา 1 เซนติเมตร ลงไปในกระพุ้งเปลือกตาล่าง โดยไม่ให้ปลายหลอดสัมผัสกับตา ยาหยอดตาและยาป้ายตาที่เปิดใช้แล้ว หากใช้ไม่หมดสามารถเก็บไว้ใช้ได้อีก แต่ไม่เกิน 1 เดือน หากต้อง ใช้ยาหยอดตา หรือยาป้ายตา 2 ชนิด ให้ใช้ห่างกันประมาณ 10 นาที  หากยา 2 ชนิดนั้น ชนิดหนึ่งเป็นยาหยอดตา อีกชนิดหนึ่งเป็นยาป้ายตา ให้ใช้ยาหยอดตาก่อน

  8. ยาล้างตา เมื่อเปิดใช้แล้ว มีอายุอยู่ได้เพียง 7 วัน จึงไม่ควรซื้อยาขวดโตมาใช้ แม้ว่าราคาจะถูกกว่าขวดเล็ก

  9. ยาหยอดหู ยาหยอดจมูก ยาพ่นจมูก เป็นยาที่ต้องการให้ออกฤทธิ์เฉพาะที่หู หรือ จมูก เท่านั้น ก่อนหยอดหรือพ่นยา ควรกำจัดสิ่งที่อุดตันออกก่อน ได้แก่ ขี้หู และน้ำมูก ควรใช้ยา ตามจำนวนครั้งที่ระบุบนฉลาก การใช้มากเกินไปไม่ช่วยให้ดีขึ้น แต่อาจทำให้อาการเป็นมากขึ้นได้ เช่นกรณียาหยอด/พ่นจมูกซึ่งมักประกอบด้วยตัวยาลดอาการคัดจมูก หากใช้เกินกว่า 4 ครั้งต่อวันหรือนานกว่า 3 วัน จะทำให้เยื่อบุโพรงจมูกบวม และรู้สึกคัดจมูกมากขึ้นกว่าเดิม

  10. ยาสูดพ่นเข้าทางปาก เป็น รูปแบบยา ที่มีวิธีใช้พิเศษ ใช้รักษาโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โดยให้ออกฤทธิ์เฉพาะที่ที่บริเวณหลอดลม ต้องฝึกวิธีใช้ให้ถูกต้อง จึงจะได้ยาเข้าไปยังหลอดลม แต่หากทำไม่ได้ ควรปรึกษาเภสัชกร เพราะปัจจุบันมีเครื่องช่วยในการสูดพ่น ซึ่งเมื่อนำมาใช้ร่วมจะทำให้ประสบความสำเร็จในการสูดพ่นยา และทำให้ควบคุมอาการของโรคได้

  11. ยาสอด/สวนทวารหนัก ใช้เพื่อรักษาริดสีดวงทวาร หรือ เป็นยาระบาย ขึ้นอยู่ว่าตัวยาสำคัญคือยาใด ยาสอดทวารหนักมีส่วนประกอบเป็นขี้ผึ้งเป็นส่วนใหญ่ จึงต้องแช่ในตู้เย็น (ห้ามใส่ในช่องแช่แข็ง) เพื่อให้คงรูปร่างซึ่งคล้ายจรวด เมื่อจะใช้จึงนำออกมาจากตู้เย็น ปล่อยให้คลายตัวสักพัก แล้วฉีกกระดาษหุ้มออก จุ่มยาลงในน้ำสะอาด 1 แก้ว แล้วสอดยาเข้าในทวารหนัก โดยเอาด้านแหลมเข้า หลังจากสอดยาแล้วให้นอนต่อสัก 15 นาที จึงลุกขึ้น

  12. ยาแผ่นแปะผิวหนัง ใช้ในจุดประสงค์ต่างๆ เช่น ใช้แก้ปวดในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ใช้ในผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจ ใช้แก้เมารถเมาเรือ ใช้เป็นฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ใช้คุมกำเนิด ใช้ช่วยอดบุหรี่ แต่ไม่ว่าจะใช้ในจุดประสงค์ใด วิธีใช้ยาแผ่นแปะ เหล่านี้ก็คือ ต้องติดแผ่นยาทั้งแผ่น ห้ามตัดแบ่ง และใช้ตามระยะเวลาที่ระบุไว้ เช่น ยาแผ่นแปะแก้ปวดเฟนตานิล (fentanyl) ที่ใช้ในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายมีอายุการใช้ 3วันต่อการแปะ 1 แผ่นการแปะแผ่นยานานกว่านี้จะไม่ได้ผลแก้ปวด นอกจากนี้การแปะแผ่นยาบนผิวหนังไม่ว่าจะเป็นยาใดจะต้องแปะบนผิวหนังที่สะอาด ไม่มีเหงื่อ ไม่มีขน เพื่อให้แผ่นยาแปะอยู่ได้ และไม่ปิดซ้ำที่เดิมเมื่อเปลี่ยนแผ่น หากแผ่นยาหลุดออกมาก่อนเวลาเปลี่ยนแผ่น ให้ทิ้งแผ่นยานั้นไป และนำแผ่นยาแผ่นใหม่มาแปะที่ผิวหนังบริเวณอื่น

  13. ยาสอดช่องคลอด เป็นยาเม็ดแข็ง ไม่ต้องแช่ตู้เย็น ใช้รักษาอาการตกขาวในผู้หญิง ควรจุ่มเม็ดยาลงในน้ำสะอาด 1 แก้ว ก่อนสอดยาเข้าในช่องคลอด โดยเอาด้านแหลมเข้า เพื่อให้สอดเม็ดยาได้ง่ายขึ้น หลังจากสอดยาแล้วให้นอนต่อสัก 15 นาที จึงลุกขึ้น

  14. ยาฉีดเป็นยาปราศจากเชื้อ ส่วนใหญ่ฉีดโดยแพทย์หรือพยาบาล ยกเว้นยาฉีดอินสุลินที่ผู้ป่วยจะฉีดเอง ยานี้เป็นยาฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ต้องเก็บยาในตู้เย็นบริเวณที่ไม่ใช่ช่องแช่แข็ง เมื่อจะใช้ก็นำออกมาจากตู้เย็น ปล่อยให้คลายตัวสักพัก และคลึงขวดยาระหว่างฝ่ามือทั้งสองข้างเพื่อให้อินสุลินมีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิกาย หากเป็นอินสุลินชนิดน้ำขุ่น ต้องคลึงขวดยาจนยากระจายตัวเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วจึงดูดยาออกมาตามปริมาณที่ระบุไว้บนฉลาก จากนั้นจึงฉีดเข้าใต้ผิวหนัง โดยก่อนฉีดต้องเช็ดทำความสะอาดผิวหนังด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์ ปัจจุบันมียาฉีดอินสุลินชนิดปากกาซึ่งใช้ได้สะดวกขึ้น อินสุลินที่อยู่ในปากกาไม่จำเป็นต้องเก็บในตู้เย็น เพราะใช้หมดภายในเวลาไม่เกิน 1 เดือน แต่อินสุลินที่ยังไม่เปิดใช้ไม่ว่าจะเป็นชนิดปกติหรือชนิดที่ใช้กับปากกาจะต้องเก็บไว้ในตู้เย็นบริเวณที่ไม่ใช่ช่องแช่แข็ง

ปัจจุบันมีการออกแบบยาให้ตัวยาสำคัญค่อยๆ ถูกปลดปล่อยออกจาก รูปแบบยา อย่างช้าๆ (sustained release)หรือ เลื่อนเวลาที่ตัวยาสำคัญจะถูกปลดปล่อยออกจาก รูปแบบยา (delayed release)เมื่อยาถูกนำไปใช้รูปแบบยา ที่แตกต่างกันนี้ช่วยให้ความสะดวกและปลอดภัยแก่ผู้ป่วยใน การใช้ยา แต่ถ้าใช้ไม่ถูกต้อง เช่น บดหรือเคี้ยวยาก่อนกลืน ความสะดวกนั้นก็จะกลายเป็นโทษไป

การ ผลิตยา มีหลายรูปแบบ ยาเม็ด ยาเม็ดเคลือบ ยาแคปซูล ยาผง ยาน้ำใส ยาน้ำแขวนตะกอน ยาน้ำแขวนละออง ยาครีม ยาขี้ผึ้ง ยาปราศจากเชื้อยาเหน็บ เป็นต้น ยาเหล่านี้มีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วนคือ ตัวยาสำคัญ และ ตัวยาไม่สำคัญ ตัวยาสำคัญจะเป็นส่วนประกอบที่มีฤทธิ์ในการรักษา ส่วนใหญ่ตัวยาสำคัญจะถูกปลดปล่อยออกจาก รูปแบบยา ทั้งหมดในคราวเดียวทันที (prompt release)เมื่อยาถูกนำไปใช้นั่นเอง

edit @ 3 Nov 2014 13:50:39 by Safeforlife

edit @ 3 Nov 2014 13:52:12 by Safeforlife