ยา เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยจึงนึกถึงแต่ ยาเป็นด่านแรก และจะพยายามเสาะแสวงหา ยามารักษาแก้ปัญหาเหล่านั้นให้ทันท่วงที โรคและความเจ็บป่วยที่เผชิญอยู่ด้วยความทุกข์ทรมาน ก็จะได้หายหรือบรรเทาเบาบางลงได้ อย่ามองแต่ด้านคุณประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้ ยา ซึ่งในความเป็นจริงแล้วยังมีอีกด้านหนึ่งของเหรียญที่ควรจะได้รับการพิจารณาร่วมด้วยก่อนการตัดสินใจใช้ ยาชนิดใด ชนิดหนึ่ง เพราะอีกด้านหนึ่งของเหรียญเป็นผลเสีย ผลข้างเคียง พิษ และอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้ ยาตัวอย่างที่พบได้บ่อย ได้แก่ การ แพ้ยา แพ้ยา เป็นต้น

การใช้ ยาหลายชนิดขึ้นก็จะยิ่งเกิดผลเสียเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึง "แนวทางจัดการ ยาหลายชนิด" ที่ผู้ป่วยได้รับมา ไม่ว่าจะเกิดจากการรักษาของแพทย์ คำแนะนำของเภสัชกร หรือพยาบาล หรือการหาซื้อมาใช้เอง ทั้งที่เป็น ยาแผนปัจจุบัน ยาไทย สมุนไพร หรืออาหารเสริมก็ตาม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษาที่สูงที่สุดและในขณะเดียวกันก็ปลอดภัยที่สุดด้วย แนวทางจัดการยาหลายชนิด..อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และประหยัด หลักการง่ายๆเกี่ยวกับการใช้ยาให้เกิดประสิทธิภาพ ปลอดภัย และประหยัด คือการใช้ยาพอเพียง ซึ่งหมายถึง การใช้ยาอย่างฉลาด ใช้เท่าที่จำเป็น และใช้อย่างถูกต้อง ก็ยังเป็นแนวคิดพื้นฐานในการนำมาใช้กับการจัดการกับ ยาหลายชนิดได้เป็นอย่างดี เพราะหลายๆ ครั้ง เราพบว่าผู้ป่วยคนเดียวแต่ไปได้รับ ยามาจากหลายแหล่ง ตัวอย่างเช่น

"ยายมาป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง จึงได้รับยาลดความดันโลหิตมาจากหมอคนที่หนึ่ง จำนวน 2 ชนิด แต่ต่อมายายมามีอาการปวดข้อเข่าเสื่อมตามวัยที่นับวันอายุจะมากขึ้นๆ เรื่อยๆ จึงไปขอยาแก้ปวดข้อเข่าเสื่อมมาจากที่สถานีอนามัยใกล้บ้าน ก็ได้รับยามาอีก 2 ชนิด พอดีช่วงนี้ฝนตกบ่อย อากาศเปลี่ยนแปลง ในบางวันยายมาก็เกิดอาการครั่นเนื้อครั่นตัวคล้ายจะเป็นไข้หวัด จึงไปซื้อยาแก้ไข้หวัดชนิดแผงมาจากร้านขายของชำในหมู่บ้าน เพื่อรักษาโรคไข้หวัด"

บรรดายาทั้ง 7 ชนิดที่ยายมาได้รับมาต่างกรรมต่างวาระนั้น มองแบบเหรียญด้านเดียว ก็จะเกิดผลดีช่วยรักษาโรคทั้ง 3 ได้ อันได้แก่ ความดันโลหิตสูง โรคปวดข้อเข่าเสื่อม และโรคไข้หวัด แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่งก็พบว่า ยาหลายตัวของยายมาซ้ำซ้อนกัน ทะเลาะกัน หรือตีกัน ยายมาได้รับ ยาพาราเซตามอลซ้ำซ้อนมากเกินไป ขยายความได้ว่ายารักษาโรคปวดข้อเข่าเสื่อมที่ได้มาจากสถานีอนามัยใกล้บ้านนั้น ประกอบด้วย ยาต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ NSAIDs และ ยาพาราเซตามอล ที่ในกรณีนี้ใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดข้อ พอรู้อย่างนี้ ก็จะเห็นได้เลยว่า ยาของยายมาที่ได้จากสถานีอนามัยไปซ้ำซ้อนกับยาแก้ไข้หวัดชนิดแผง ซึ่งได้มาจากร้านขายของชำ ได้แก่ ยาพาราเซตามอล ซึ่งถ้าได้ในขนาดสูงและเป็นระยะเวลาติดต่อกันนานๆ ก็จะเกิดอันตรายต่อตับ ไต และเสียชีวิตได้

ใช้ยาหลายชนิดชีวิตเสี่ยงภัย

ยา NSAIDs ที่ใช้รักษาโรคปวดข้อเข่าเสื่อมซึ่งได้มาจากสถานีอนามัยนั้น จะส่งผลต้านฤทธิ์ลดความดันโลหิตของยาที่ได้รับจากหมอคน ที่หนึ่ง มิหนำซ้ำยาตัวที่ 3 ในยาแก้ไข้หวัดชนิดแผงซึ่งได้แก่ ยาสูโดเอฟีดรีน นอกจากทำให้โล่งจมูกแล้ว ยังไปกระตุ้นหัวใจ ทำให้หัวใจบีบตัวแรงขึ้น ส่งผลให้ความ ดันโลหิตสูงขึ้น จึงเหมือนเป็นงูกินหาง ไปๆ มาๆ ยาลดความดันโลหิตสูงอาจจะสู้หรือต้านทานผลของยาอีก 2 ชนิดไม่ได้ แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ผลก็คือความดันโลหิตของยายมาที่เคยว่านอนสอนง่าย เคยถูกควบคุมให้อยู่ในระดับที่เป็นที่น่าพอใจ ก็จะกลับเพิ่มสูงขึ้น จนอาจเกิดอันตรายต่อยายมาได้ โดยที่ยายมาไม่รู้ตัวและไม่ได้ตั้งใจว่า ผลของยาชนิดอื่นๆ ทั้งที่ได้จากสถานีอนามัย และซื้อเองที่ร้านขายของชำ จะส่งผลต่อยาลดความดันโลหิตสูง และอาจเป็นอันตรายต่อยายมาถึงแก่ชีวิตได้

การที่ยาชนิดหนึ่งไปส่งผลต่อยาอีกชนิดหนึ่ง เราจะเรียกว่า แพ้ยา ในที่นี้ขอใช้คำว่ายาทะเลาะกัน เพราะจะได้เห็นภาพชัดเจนว่ายาที่เราหวังว่าจะช่วยชีวิต แต่กลับทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้ จึงควรระมัดระวังและไม่ประมาทเมื่อต้อง ใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน

ขั้นตอนการตรวจเช็กยา

เมื่อนำ ยาทั้งหมดไปพบแพทย์หรือเภสัชกร ซึ่งจะเริ่มต้นตรวจเช็ก ยาเหล่านี้ว่า "มีความจำเป็นหรือไม่?" โดยพิจารณาความเหมาะสมของ ยาเหล่านี้ว่า สอดคล้องกับสภาวะสุขภาพของเราหรือไม่ มีความจำเป็นต้อง ใช้ยาหรือไม่ ถ้าไม่จำเป็นก็จะตัดหรือคัด ยาเหล่านั้นออกไป เป็นการลดภาระการ ใช้ยาและค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยได้อีกทางหนึ่งด้วย อีกขั้นตอนหนึ่งก็คือ จะช่วยค้นหา "ปัญหาที่เกิดจากการ ใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน" ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ ดังตัวอย่างของยายมาที่ยาแก้อักเสบข้อเข่าเสื่อมและยาแผงแก้ไข้หวัดไปส่งผลเสียต่อยาลดความดันโลหิตสูง ซึ่งแพทย์และเภสัชกรจะได้หาทางป้องกันแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะ ใช้ยา จะได้ไม่เกิดผลเสียต่อร่างกายของเรา

ขณะตรวจเช็กยาทั้งหมดนั้น ก็ถือว่าเป็นโอกาสอันดีในการซักซ้อมทบทวนวิธี ใช้ยาต่างๆ ให้ถูกต้องตามสั่ง หากมีข้อสงสัยหรือไม่เข้าใจเรื่องยาและสุขภาพก็สามารถซักถาม ขอคำปรึกษาหรือคำอธิบายเพิ่มเติมจากแพทย์และเภสัชกรได้ทันที ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรู้ ความเข้าใจเรื่องยาต่างๆ ของเราให้กระจ่างชัดเจนยิ่งขึ้น

ประโยชน์ของการตรวจเช็กยา

การนำยาทั้งหมดไปตรวจเช็กความเหมาะสมนั้น จะช่วยผู้ป่วยให้เกิดผล "3 ป" คือ ประสิทธิภาพ ปลอดภัย และประหยัด ช่วยเพิ่มความเข้าใจและ ใช้ยาได้อย่างถูกต้อง ทำให้ได้ผลดีในการรักษา ช่วยลดผลเสียผลข้างเคียงของยา ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ทำให้ผู้ป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลน้อยลง เมื่อจำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาลก็จะหายได้ไว กลับบ้านได้เร็ว กลุ่มที่ควรนำยาไปรับตรวจเช็ก ได้แก่

  1. ผู้ที่ ใช้ยาหลายชนิด ซึ่งรวมถึงสมุนไพร ยาไทย ยาหม้อ ยาลูกกลอน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นๆ ด้วย
  2. ผู้ที่มีโรคประจำตัวหลายโรค
  3. ผู้ที่ได้รับยาหลายแหล่ง หรือหลายหมอ หรือหลายแผน (ไทย จีน และตะวันตก)
  4. ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการ ใช้ยา ผู้ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาล และผู้ที่ต้องการประหยัดค่ายา เป็นต้น ถึงตรงนี้ขอบอกผู้ที่มียาหลายชนิด น่าจะนำยาทั้งหมดไป "ตรวจเช็ก" ความเหมาะสมเสียบ้าง จะได้เกิดประโยชน์ ปลอดภัย และประหยัด

บันทึกและพกรายการยาทั้งหมด

ก่อนจากขอฝากเรื่อง "บันทึกและพกรายการยาทั้งหมด" ซึ่งจะเกิดประโยชน์ " 3 ป " ต่อผู้ที่ ใช้ยาในลักษณะคล้ายคลึงกับการตรวจเช็กยาเช่นกัน ด้วยการจดบันทึกรายการยา โรค และการ แพ้ยา (ถ้ามี) ของเรา และนำพกติดตัวไปด้วยเสมอ เมื่อใดที่ต้องเข้ารับการรักษา จะได้แสดงข้อมูลด้านสุขภาพที่เป็นประโยชน์เหล่านี้กับแพทย์ เภสัชกร หรือพยาบาลผู้ให้การรักษาได้รับทราบโดยละเอียด เมื่อจ่ายยาจะได้เลือกยาที่เป็นประโยชน์ ปลอดภัย และประหยัด ให้กับท่านทั้งหลาย ให้ได้ ใช้ยาอย่างเหมาะสม เป็นการส่งเสริมการ ใช้ยาอย่างพอเพียง ไม่มาก หรือน้อยเกินไป

ที่มา : http://www.coxlabthai.com/article57.html

Comment

Comment:

Tweet